ป่วยออนไลน์ ตอนที่ 2: โลกที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ
หลังจากที่บทความที่แล้วซึ่งเกริ่นนำเรื่องภาวะป่วยออนไลน์ไปนั้น มีหลายคนให้ความสนใจรวมทั้งพูดคุยต่อเนื่องจากประเด็นการสร้างบุคลิกและตัวตนออนไลน์ขึ้น ตลอดจนหลายๆ คนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์ที่ทำให้หลายๆ คนเหมือนกับว่า “เปลี่ยนไป”
วันนี้ผมจะลองยกกรณีที่ผมมองว่าเป็นหนึ่งในอาการป่วยออนไลน์ที่หลายๆ คนไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็น นั่นก็คือภาวะการยับยั้งชั่งใจก่อนจะตัดสินใจลงมือกระทำอะไรบางอย่าง
ในหนังสือ Virtually You มีการกล่าวถึงผู้ป่วยสองเคสในบทแรกของหนังสือ เคสแรกเป็นเรื่องของผู้หญิงที่มีการติดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จนเป็นหนี้เป็นสินถึงขั้นล้มละลาย ในขณะที่อีกรายหนึ่งเป็นผู้ชายซึ่งติดการพนันออนไลน์จนเสียการเสียงาน ล้มละลายไม่ต่างกัน
สิ่งที่น่าสนใจจากทั้งสองเคสที่ผมสะดุดไม่น้อยคือเรื่องการหายไปของภาวะยับยั้งชั่งใจที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตจริง เพราะการช้อปปิ้งหรือการเล่นพนันในชีวิตจริงนั้นก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น แถมอาจจะเป็นเรื่องปรกติเสียด้วยซ้ำ (อย่างกรณีการพนันที่ว่าคือการเล่นตู้สล็อตแมชชีน) แต่เหมือนว่า “ขั้นตอน” ที่เคยมีในชีวิตจริงนั้น ทำให้เกิดการชั่งใจรวมทั้งการสร้างช่วงเวลาให้คนได้ใช้ความคิดและไตร่ตรองมากขึ้น ดังเช่นถ้าจะซื้อของนั้น เราก็ต้องออกจากบ้าน เดินทางไปที่ร้านขายของ เดินเลือกสินค้า เช็คราคา ดูเงินกระเป๋า จ่ายตัง ซึ่งจะเห็นได้ว่าขั้นตอนต่างๆ นั้นล้วน “ใช้เวลา” ซึ่งเป็นเสมือนอุปสรรคคั่นกลางระหว่างที่จะไปสู่การกระทำปลายทางที่เราต้องการ
แต่ในโลกออนไลน์นั้น เส้นทางดังกล่าวถูกย่นระยะให้สั้นลง การคลิ้กปุ่มสั่งซื้อเพียงครั้งเดียวก็หมายถึงการซื้อสินค้าไปเรียบร้อย ตัดเงินจากบัตรเครดิตอัตโนมัติ รวมทั้งการเข้าถึงแคตตาล็อคสินค้าต่างๆ ก็ล้วนทำได้ง่าย ไม่ใช้เวลาเยอะ ในมุมหนึ่งนั้น ก็อาจจะมองได้ว่าเป็นการสร้างความสะดวกสบายที่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่สะดวกในการเดินทาง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เท่ากับการตัดขั้นตอนที่ทำให้เรามีเวลาในการชั่งใจหรือพิจารณาออกไปด้วย
การที่โลกออนไลน์เข้ามาตัด “ช่วงเวลา” ดังกล่าวออกไปนั้น ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้ทั้งทางตรงและทางอ้อม แน่นอนว่านิสัยการติดความสะดวกรวดเร็วย่อมนำไปสู่การอดทนที่น้อยลง การตัดสินใจที่หุนหันได้ง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวและสะสมจนกลายเป็นบุคลิกภาพไปในที่สุด
สิ่งที่น่ากลัวตามมาคือภาวะที่คนเราเริ่มขาดการยับยั้งชั่งใจในการปฏิสัมพันธ์ต่างๆ นั้น ย่อมเสี่ยงต่อการกระทำโดยหุนหันพลันแล่นและนำมาซึ่งความเสียหายได้ง่าย ปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของพฤติกรรมใช้บริการออนไลน์ต่างๆ เท่านั้น แต่ยังรวมทั้งกระบวนการสื่อสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ด้วยเช่นกัน
การส่งข้อความผ่านระบบ Chat / Twitter / Status สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว แถมยังเป็นการสื่อสารโดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในภาวะแบบเผชิญหน้า ซึ่งนั่นล้วนกลายเป็นปัจจัยเสริมอย่างดีให้คน “กล้า” ที่จะแสดงออกมากขึ้น แน่นอนว่ามันอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องดีที่ให้เสรีภาพแก่คน แต่ในอีกแง่นึงแล้ว การที่มีสภาพแวดล้อมในโลกความจริง หรือการประจันหน้ากับคนที่กำลังสนทนาด้วยนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่จะแสดงออกได้มีการทบทวนและครุ่นคิดก่อนที่จะสื่อสารออกไป ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าของผู้ฟัง ท่าทางและปฏิกริยาตอบโต้ซึ่งสามารถอ่านและตีความได้มากกว่าแค่ตัวอักษรที่โต้กลับไปกลับมา
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นการโต้เถียงอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง ภาวะขาดการยั้งคิดและตรองสภาวะแวดล้อมต่างๆ ถูกลดทอนบทบาทลงจนไม่ได้เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลกับผู้ใช้งานอีกต่อไป
ที่กล่าวมานั้น เป็นอีกหนึ่งภาพของภาวะ “ป่วยออนไลน์” ที่อาจจะเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัวสำหรับหลายๆ คน หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว ก็คงต้องให้ผู้อ่านลองทบทวนและคิดดูว่าตัวเองมีพฤติกรรมหรือบุคลิกที่เปลี่ยนแปลงไปในแบบข้างต้นหรือไม่ หากใช่ ก็คงต้องรีบทำการวิเคราะห์ดูแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษกับตัวเองกันแน่
เพราะคงไม่สายเกินแก้ถ้าเราจะช้าลงอีกนิด คิดให้มากขึ้น และรู้จักใช้สติให้ดีขึ้น
ในตอนต่อไป เราจะลองมาดูพฤติกรรมและอาการป่วยอื่นๆ ดูกันบ้าง หากใครสนใจอยากแลกเปลี่ยน ก็สามารถคอมเมนต์ต่อที่ด้านล่างหรือคุยกันทาง Twitter ก็ได้นะครับ









