ประท้วง SOPA กับ PIPA เกี่ยวอะไรไหมกับคนไทย?
หลังจากการประท้วงออนไลน์ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อคัดค้านร่างกฏหมาย SOPA / PIPA (กฏหมายต้านการละเมิดลิขสิทธิ์) ในสหรัฐฯ โดยมียักษ์ใหญ่อย่าง Wikipedia และ Google เป็นแนวหน้าในการทำ blackout (ปิดเว็บชั่วคราว) พร้อมทั้งชวนเชิญให้ประชาชนลงชื่อคัดค้าน เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา กระแสที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวใหญ่ในระดับโลกแม้แต่ในไทยเองก็มีการตื่นตัวเพื่อหาข้อมูลว่าการประท้วงดังกล่าวจะส่งผลกระทบอะไรกับคนไทยหรือไม่ และหาก SOPA กับ PIPA ได้รับการประกาศใช้จะเกิดผลอย่างไรกับคนไทยบ้าง วันนี้ผมยขอเขียนบทความภาคต่อเพื่ออธิบายสิ่งที่หลายคนสงสัยพอสังเขปแล้วกันนะครับ
SOPA และ PIPA จะมีผลกับเว็บไซต์อะไร?
ด้วยตัวกฏหมายที่ร่างขึ้นเพื่อปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์และปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เว็บไซต์ที่จะได้รับผลโดยตรงคือเว็บไซต์ที่มีเนื้อคอนเทนต์ ไม่ว่าจะในรูปแบบตัวหนังสือ (ในกรณีก๊อปปี้เนื้อหาหนังสือมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาติ) เสียง (เพลง) ภาพ (รายการทีวี ภาพถ่าย ฯลฯ) จะถูกทำการบล็อค เซ็นเซอร์หรือควบคุมการเข้าถึงจากในอเมริกาทันทีโดยไม่มีการกล่าวเตือนหรือแจ้งให้ทราบ
นอกจากนี้แล้ว เว็บไซต์ที่มีการโพสต์ลิงค์เพื่อนำไปสู่คอนเทนต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวก็มีสิทธิ์จะเข้าข่ายกรณีดังกล่าวด้วยเช่นกัน
การบล็อคและเซ็นเซอร์ดังกล่างนั้น นอกจากจะทำการจำกัดการเข้าถึงผ่านทาง URL โดยตรงแล้ว ยังรวมไปถึงการควบคุมผ่านทาง Social Network และ Search Engine อีกด้วย
ผลของกฏหมายที่เกิดขึ้นจะส่งผลกับไทยหรือไม่?
ต้องเข้าใจกันก่อนว่ากฏหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกา กล่าวีือเป็นการควบคุมการเข้าถึงคอนเทนต์ของผู้ใช้งานอินเตอร์เนตในอเมริกานั่นเอง ตัวเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์แต่ตั้งอยู่นอกประเทศอเมริกาก็ยังคงมีอยู่เพียงแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านเครือข่ายในประเทศ (กรณีนี้คล้ายกับกรณีการเซ็นเซอร์เว็บของจีนที่เข้มงวดจนไม่สามารถใช้บริการ facebook ได้ หรือที่มักมีคนเรียกกันว่า The Great Firewall of China นั่นเอง)
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ผลบังคับดังกล่าวจึงไม่ได้ส่งผลโดยตรงกับผู้ใช้งานในประเทศไทย (เหมือนเช่นที่เว็บไซต์ผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ไทยก็ยังเปิดให้เข้าได้เป็นปรกติเพียงแต่เข้าจากเครือข่ายในไทยไม่ได้นั่นเอง)
แล้วคนไทยจะได้รับผลอะไรจาก SOPA และ PIPA?
ดังที่กล่าวไปว่าผลกระทบโดยตรงจากกฏหมายคงไม่ส่งผลกับเว็บไซต์ของคนไทย หรือการใช้งานของคนไทย เพราะเป็นกฏหมายของอเมริกา หาใช่กฏหมายสากลที่ไทยต้องปฏิบัติ แต่ผลกระทบที่เราอาจจะได้รับคือผลทางอ้อมหากกฏหมายนี้บังคับใช้ การพัฒนาเว็บหรือการสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ ในตลาดอเมริกาย่อมอาจจะโดนผลกระทบให้ชะลอตัวหรือลดลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเว็บไซต์หลายแห่งในอเมริกาอาจจะเข้าข่ายผิดกฏหมายและทำให้ต้องปิดตัวลง (ส่วนหนึ่งเพราะกฏหมายมีผลในกับบังคับตัดการสนับสนุนทางด้านการเงินให้กับเว็บไซต์ที่ผิดกฏหมายฉบับนี้ด้วย)
เมื่อเป็นเช่นนี้ การพัฒนาคอนเทนต์ในอเมริกาซึ่งเป็นตลาดสำคัญของโลกก็อาจจะมีคอนเทนต์ดีๆ ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมลดลงตามไปด้วย ถ้าผู้ใช้ชาวไทยคนไหนชอบการติดตามข่าวสารจากเว็บในต่างประเทศก็อาจจะได้รับผลกระทบตรงนี้ตามไปด้วย
ทุกวันนี้เรามีการควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์หรือยัง?
ถ้าเป็นผู้ใช้งาน Social Media ทั่วๆ ไปก็อาจจะพบว่าเว็บไซต์อย่าง YouTube.com ซึ่งเป็นที่รวบคลิปวีดีโอต่างๆ ก็จะมีกระบวนการตรวจสอบและป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ในส่วนของ Digital Content อยู่แล้ว อย่างในกรณีที่เราเจอว่าคลิปถูกแจ้งว่ามีการผิดลิขสิทธิ์และไม่สามารถเล่นได้ ถูกถอด หรือถูกทำให้ไม่มีเสียง (ในกรณีละเมิดลิขสิทธิ์เพลง) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่ในประเทศไทยอาจจะยังไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจังหรือไม่ได้เห็นเด่นชัดเท่านั้นเอง
ตัวอย่างของการบล็อคคอนเทนต์ใน YouTube (คลิปแรกไม่สามารถเล่นได้ คลิปที่สองเล่นได้แต่ไร้เสียง)
ข้อมูลข้างต้นนั้นเป็นข้อมูลเชิงสังเขปที่กล่าวโดยรวมจากความเข้าใจของผม ซึ่งต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้มีความรู้ด้านกฏหมายลึกซึ้งและเข้าใจตัวบทกฏหมายที่ร่างอย่างชนิดทุกตัวอักษร ในเชิงรายละเอียดการปฏิบัติจริงนั้นคงต้องรอติดตามผลความคืบหน้าต่อไปว่าจะเป็นอย่างไรนะครับ









