[วิจารณ์เบาๆ] Google+ Page จะสู้แฟนเพจของ Facebook ได้รึเปล่า?
หลังจากที่ยักษ์ใหญ่ด้านบริการค้นหาอย่าง Google เปิดให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คแบบทุ่มสุดตัว ในชื่อ Google+ เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยระยะเวลาไม่นานนัก ยอดผู้ใช้งาน Google+ ทั่วโลกได้เติบโตเพิ่มจำนวนถึง 40 ล้านบัญชี
หลายคนคาดหวังว่า Google จะงัดอาวุธเด็ดที่จะสั่นสะเทือนบัลลังก์ผู้นำของ Facebook ได้
แต่จากบทสัมภาษณ์ล่าสุดของ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ทางสถานีโทรทัศน์ Bloomberg ที่พูดถึง Google+ ว่า เป็นได้แค่คู่แข่งกับส่วนเล็กๆของ Facebook เท่านั้น
ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า Facebook ไม่ได้มอง Google+ อยู่ในสายตาเท่าไหร่นัก
สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะขาดหายไปตั้งแต่แรก และเป็นกระแสเรียกร้องจากผู้ใช้ Google+ หลายๆคน คือ การมีแฟนเพจเหมือนอย่างที่ Facebook มี เพื่อดึงดูดให้องค์กร ธุรกิจต่างๆ ให้กระโดดลงมาใช้บ้าง
ล่าสุด Google+ ก็ได้ขยับตัวอีกครั้ง ตามคำเรียกร้องโดยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ Google+ Business Page หรือ Google+ Page ที่ทำหน้าที่คล้ายกับแฟนเพจใน Facebook
Google+ Page นี้จะมีลักษณะการใช้งานคล้ายกับ Google+ ของผู้ใช้ทั่วไป สามารถเพิ่มผู้ใช้ลงใน “Circles” ต่างๆกันได้ ทำให้เจ้าของเพจ สามารถเลือกแชร์ข้อมูลให้กับคนเฉพาะกลุ่มจากการแบ่ง Circle และในทางกลับกัน เจ้าของเพจก็สามารถเลือกรับข้อมูลจากคนเฉพาะกลุ่มจาก Circle ที่แบ่งไว้แล้วเช่นกัน
จุดนี้แตกต่างจากแฟนเพจของ Facebook อย่างชัดเจน เพราะแฟนเพจสามารถแชร์โดยการเลือกภาษาและประเทศเท่านั้น ไม่สามารถเลือกกลุ่มคนที่จะส่งและรับข้อความได้ จนหลายๆแบรนด์เลือกเปิดแฟนเพจหลายอัน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการสื่อสารกับลูกค้าหลายๆกลุ่ม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการต่างๆตามมามากมาย
นอกจากข้อดีที่ได้ชัด Google+ Page ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น การจำกัดผู้ดูแลหน้าเพจเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเพิ่มได้ ในขณะที่แฟนเพจของ Facebook สามารถมีผู้ดูแลได้หลายคน ไม่จำกัด ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อทีมงานที่แบรนด์จะต้องใช้ดูแลเพจต่างๆเหล่านี้
ความเข้มงวดและข้อจำกัดในการไม่อนุญาตให้แบรนด์ จัดกิจกรรมประกวด ชิงโชค และโปรโมชั่นต่างๆ ทำให้ความน่าสนใจใจตัว Google+ Page ลดน้อยลงไปไม่น้อย เพราะกิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดแบบดิจิตัล ที่แบรนด์ต่างๆให้ความสำคัญค่อนข้างมาก
ในแง่ของแพลตฟอร์ม อย่างที่เห็นกันในแอพและเกมยอดนิยมต่างๆ บน Facebook ซึ่ง Google เองก็ยังไม่อนุญาติให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอพเชื่อมต่อกับระบบ Google+ ได้ ทำให้ตัว Google+ เองดูจืดชืด ทำอะไรไม่ได้มาก ขาดความดึงดูดต่อผู้ใช้ ที่ทุกวันนี้ยังตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่าทำไมต้องมาใช้ Google+
สิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายขาดไป คือ “การตั้งชื่อ URL” (Vanity URL) อย่างที่ Facebook ทำได้ เพราะ “ชื่อคือแบรนด์” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการสื่อสารการตลาด การเชื่อมโยงชื่อและแบรนด์กับสิ่งต่างๆรอบตัว คล้ายกับยุคสมัยหนึ่งที่การจับจองชื่อโดเมน ชื่อเว็บไซต์ เป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกๆที่ธุรกิจต้องคำนึกถึง แต่ Google+ นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่สามารถตั้งชื่อ URL นี้ได้
จากปัจจัยที่กล่าวถึง จึงดูเหมือนว่า Google จะเร่งออกตัว Google+ Page มากเกินไป ซึ่งแสดงถึงความไม่พร้อม แต่จำเป็นต้องออกมา
เหมือนบ้านที่ยังมีรากฐานไม่แข็งแรง ตกแต่งยังไม่เข้าที่ แต่ต้องรีบเร่งต่อเติมให้คนเข้ามาอยู่อาศัยให้มากขึ้น
จึงมีโอกาสสูงมาก ที่บ้านหลังนี้จะสั่นคลอน อาจจะไม่ถึงขั้นพังทลายลงมา แต่ผู้อยู่อาศัยทั้งคนเดิมและคนใหม่ๆเกิดความไม่มั่นใจในบ้านหลังนี้
เช่นเดียวกัน ถ้า Google+ ไม่สามารถสร้างคุณค่าที่แตกต่างและดีกว่าสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถดึงดูดแบรนด์ หรือกระทั่งผู้ใช้ได้
เป็นโจทย์ยากมหาหิน ที่บรรดาวิศวกรชั้นนำของ Google ต้องตีให้แตกและตอบให้ตรง
บทความต้นฉบับ ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ “Marketing Hub” (Link)
กด Like เพจ “Marketing Hub” ได้ ที่ http://www.facebook.com/MktHub






