ถอดรหัสดิจิตอล: ทำไมคนหันหน้าหาสื่อออนไลน์ในวิกฤตน้ำท่วม
วันก่อนผมได้มีโอกาสไปร่วมสร้างเรือเพื่อช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกับกลุ่มๆ หนึ่ง ระหว่างพัก ผมสังเกตเห็นว่าน้องๆ และคนรู้จักหลายคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น ซึ่งเกือบทั้งหมดนั้นเป็นการตามข่าวทาง Facebook หรือไม่ก็ทวิตเตอร์และมีใครสักคนพูดขึ้นมาว่า
น้ำท่วมครั้งนี้ ต้องติดตามข่าวทางทวิตเตอร์นี่แหละ ดูจะพึ่งพาได้มากที่สุด
จากสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะฟังดูไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับคนที่ใช้งานสื่อสังคมเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว หากแต่ที่น่าสนใจคือน้องๆ ที่พูดนั้น ส่วนใหญ่แทบไม่เคยใช้สื่อออนไลน์อย่างทวิตเตอร์เลยแม้แต่น้อย อาจจะมีการเล่น Facebook บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อติดตามข่าวสารแบบเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน
ถ้าเรามองหยาบๆ แล้ว เราก็อาจจะพูดได้ว่าเพราะโลกปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเยอะ คนจำนวนมากมี Smartphone ใช้งานหรือไม่ก็มี Tablet ให้พกติดตัวไปไหนมาไหน ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนมีความสามารถในการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตได้และนำมาซึ่งพฤติกรรมการใช้งานสื่อสังคมที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต
ที่กล่าวมานั้นก็มีส่วนจริงในแง่มุมของเทคโนโลยีและการขยายของตลาดดิจิตอลในรอบปี แต่จะว่าไปแล้ว เราก็สามารถมองเห็นสาเหตุหลายอย่างที่ประกอบกันขึ้นมาและทำให้สื่อสังคมในโลกออนไลน์กลายเป็นที่นิยม ซึ่งนั่นอาจจะมีสิ่งที่ลึกลงไปมากกว่าแค่เรื่องเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นเพียงอย่างเดียว
สถานการณ์ที่คนต้องการข้อมูล

คงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมปีพ.ศ. 2554 นั้น นับเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง เมื่อสถานการณ์เริ่มมีความร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับเวลา นั่นย่อมมาสู่สัญชาติญาณของมนุษย์ที่ต้องพยายามเอาตัวรอดให้ได้ หนึ่งในสิ่งที่เกือบทุกคนต้องการคือข้อมูลเพื่อสร้างความมั่นใจและพิจารณาถึงทางออกในสถานการณ์ดังกล่าว
หากเป็นสมัยก่อนนั้น ด้วยช่องทางการสื่อสารที่จำกัด ทำให้การจะติดต่อสื่อสารหรือรับทราบข้อมูลอยู่ในวงแคบหรือต้องรอเวลา เช่นการรอฟังประกาศจากทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซึ่งแม้ว่าสื่อเหล่านี้จะเป็นสื่อที่มีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือ แต่ในขณะเดียวกันเองก็อาจจะมีความล่าช้าหรือต้องรอ “รอบเวลา” ที่อาจจะไม่ทันการและ “ไม่ทันใจ” สำหรับคนในยุคปัจจุบันที่เริ่มมีพฤติกรรมการติดต่อสื่อสารที่ทำได้รวดเร็วกว่าการ “รอ”
สิ่งที่เริ่มต้นพฤติกรรมเหล่านี้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของอินเตอร์เนตและสื่อสังคมเพียงอย่างเดียว แต่สามารถมองไปถึงการติดต่อสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือที่ปัจจุบันแทบจะมีพกกันแทบทุกคน (เราคงไม่ลืมไปว่าจำนวนโทรศัพท์มือถือในเมืองไทยนั้นมีมากกว่าจำนวนประชากรเสียด้วยซ้ำ) ซึ่งนั่นทำให้คนเราเริ่มมีพฤติกรรมที่จะติดต่อสื่อสารในทันทีที่มีความต้องการ
จากข้อสังเกตดังกล่าว เราก็จะเห็นได้ว่าความต้องการและความคาดหวังของคนในสังคมปัจจุบันนั้น น่าจะเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนเยอะ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะปัจจัยหนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้วย ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว แน่นอนว่าข้อมูลและการอัพเดทต่างๆ จึงกลายเป็นสิ่งที่คนต้องการอย่าง “ด่วนที่สุด”
เมื่อความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นจากสื่อทางการ
หลังจากที่ความต้องการข้อมูลต่างๆ ที่มากขึ้นด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ย่อมนำมาสู่ความคาดหวังจากทางการที่ดูแลควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเราก็คงไม่อาจจะปฏิเสธได้อีกเช่นกันว่าในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์นั้น มีความสับสนและความผิดพลาดหลายอย่างของหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างศปภ. ที่ทำหน้าที่ในการ “สื่อสาร” เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่รอติดตามข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นการแถลงต่างๆ ที่กลายเป็นสวนทางกับผลที่เกิดขึ้น หรือการอธิบายหน้าจอโทรทัศน์ที่ไม่ง่ายต่อการเข้าใจ ฯลฯ สาเหตุเหล่านี้กลายเป็นชนวนที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นและทำให้ผู้คนต่างๆ ที่คาดหวังจะได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและต่อเนื่องเกิดความผิดหวังจากสื่อทางการที่เคยคิดจะหวังพึ่ง
หากเป็นในอดีต แม้ว่าการอธิบายจากทางการจะไม่ตรงใจผู้ที่ฟังอยู่ แต่การลามของความไม่พอใจดังกล่าวอาจจะต้องใช้เวลา และหลายๆ ครั้ง เหตุการณ์ก็จบลงก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนหลายคนก็หลงลืมมันไป แต่ในปัจจุบันนั้น เมื่อมีสื่อออนไลน์และสื่อสังคมเกิดขึ้น ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ของคนในสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแทบจะทันทีที่มีการแถลงข่าวของทางการดังจะเห็นได้ว่า Timeline ของทวิตเตอร์ในช่วงที่มีการแถลงอะไรนั้น จะมีการพิมพ์ข้อความที่เพิ่งแถลงตลอดจนการให้ความเห็นทั้งในแง่สนับสนุนหรือคัดค้าน ซึ่งเมื่อเสียงวิจารณ์ต่างๆ หนาหูขึ้นเรื่อยๆ จากความผิดพลาดที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ภายในเวลาไม่นาน มันก็กลายเป็นกระแสปากต่อปากที่สร้าง “อุปทานร่วม” กันในหมู่สังคมออนไลน์
เมื่อประชาชนมีทางเลือกมากกว่าเดิม
จากชนวนที่ถูกจุดขึ้นจากความไม่มั่นใจในแหล่งข้อมูลเดิมที่และกระจายต่อเป็นกระแสที่หยุดไม่อยู่ ประชาชนที่ไม่มีความมั่นใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงต่้องเริื่มหาทางเอาตัวรอดด้วยตัวเอง เมื่อความเชื่อมั่นจากทางการไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ทางภาคประชาชนเลยเป็นฝ่ายที่จำเป็นต้องสร้างขึ้นมา เราจึงเห็นเรื่องของการค้นคว้าข้อมูลและเผยแพร่ของประชาชนทั่วไปหรือคนที่มีความรู้ในแวดวงต่างๆ ทั้งนักวิชาการหรือคนที่ทำงานด้่านอาสา
จะว่าไปแล้ว คนกลุ่มนี้จริงๆ ก็มีตัวตนอยู่ในสังคมมาตลอด แต่คนเรามักจะให้ความสนใจกับทางการเป็นจุดเริ่มต้นก่อน ความผิดพลาดที่หน่วยงานดูแลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ จึงกลายเป็นผลต่อเนื่องให้คนต้องหา “ที่พึ่งอื่น” ที่น่าเชื่อถือได้แทน และเมื่อแหล่งข้อมูลใหม่นั้นสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ดีกว่าแหล่งข้อมูลเดิมแล้ว การเผยแพร่และกระจายข่าวสารเพื่อมาติดตามแหล่งข้อมูลนี้ก็ย่อมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
กรณีนี้จะเห็นได้อย่างเช่น Account Twitter ของนักข่าวที่ลงพื้นที่ต่างๆ จะมีจำนวน Follower ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะคนเลือกจะติดตามข่าวสารจากคนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่ง “น่าเชื่อถือ” หรืออย่างกรณีของสถานีช่องระวังภัยของเครือเนชั่นที่เกาะติดตามสถานการณ์อย่างละเอียดจนทำให้ @rawangpai มีจำนวน Follower สูงถึงกว่าเจ็ดหมื่นคนภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
สิ่งที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่าเมื่อประชาชนมีทางเลือกที่มากขึ้นแล้ว ประชาชนพร้อมจะเปลี่ยนความสนใจและแหล่งข้อมูลได้หากมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าและตอบสนองความคาดหวังของเขาได้มากกว่า
สื่อสังคม ประชาชนช่วยเหลือกันและกัน

แม้ว่าจะมีหลายข้อครหาที่มักบอกว่าข้อมูลต่างๆ ที่ได้รายงานบนสื่อออนไลน์หรือสื่อทวิตเตอร์นั้นไม่เป็นความจริงหรือไม่มีคุณภาพ แต่ในความจริงแล้ว ข้อครหานี้กลับยังไม่สามารถทำให้คนล้มเลิกที่จะติดตามข่าวสารจากอินเตอร์เนตได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะความสัมพันธ์และเครือข่ายที่เกิดขึ้นบนสื่อสังคมนั้นมีอะไรมากกว่าแค่เพียงข้อมูลที่ส่งผ่านต่อกันเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องของความช่วยเหลือและการแนะนำต่างๆ ตลอดจนเรื่องการส่งมอบกำลังใจให้กันและกัน ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้คนมีพันธะกับการใช้สื่อออนไลน์มากขึ้นเรื่อย
สิ่งที่น่าสนใจคือวิกฤตการณ์ครั้งนี้คือการที่สื่อออนไลน์กลายเป็นหัวใจหลักในการระดมความช่วยเหลือและเผยแพร่ความรู้ต่างๆ ที่จำเป็นในการรับมือกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นคลิปวีดีโออย่าง รู้ สู้ Flood ที่ถูกดูและส่งต่ออย่างมากมาย หรือการรายงานสถานการณ์น้ำท่วมด้วยภาคประชาชนที่เป็นการอัพเดทข้อมูลอย่างรวดเร็วแบบทันทีผ่าน #thaiflood และการระดมอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือเช่นการทำกระสอบทรายหรือการทำแพคของช่วยน้ำท่วม
จากผลด้านบวกที่จับต้องได้อย่างเห็นได้ชัด ทำให้สื่อออนไลน์มีผลงานที่น่าเชื่อถือสวนทางกับข้อครหาที่เคยมีคนอ้างกัน
สาเหตุหนึ่งที่สื่อออนไลน์สามารถแก้ปัญหาเรื่องของ “ความน่าเชืื่อถือ” ที่เคยมีคนโจมตีไว้นั้น ก็คงเป็นเรื่องของการที่มีคนจำนวนมากช่วยทำการคัดกรองข้อมูลและบอกต่อเพื่อป้องกันการปล่อยข่าวและสร้างสถานการณ์ที่เกิดความเข้าใจผิด และนั่นน่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพบนความรวดเร็วของเทคโนโลยี
สื่อออนไลน์ของทางการที่ยังขาดประสบการณ์
สิ่งที่น่าเสียดายและถือเป็นความผิดพลาดอีกอย่างของหน่วยงานที่ดูแลสถานการณ์อย่างศปภ. คือเรื่องของการใช้สื่อออนไลน์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ
แม้ในช่วงตอนเริ่มต้น การเปิดหน้า Fan Page และ Twitter Account จะดูมีความรวดเร็วและน่าเชื่อถืออยู่พอสมควร แต่พอเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นว่าผู้่ที่ดูแลสื่อออนไลน์ต่างๆ นั้นกลับเป็นคนทำลายความน่าเชื่อถือนั้นเองตั้งแต่การโพสข้อความที่เหมือนไม่ได้รับการตรวจสอบหรือคัดกรองมาก่อน การโพสข้อความวิจารณ์สื่อหรือตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามบนหน้า Fan Page ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แม้จะมีการออกมาอธิบายว่าเป็นความผิดของผู้ที่ดูแล แต่ในที่สุดก็กลายเป็นตัวซ้ำการบั่นทอนความเชื่อมั่นตลอดจนความรู้สึกที่จะหวังพึ่งจากทางการ
บทสรุป ความเชื่อมั่นและความรวดเร็ว
เมื่อพิจารณามาจนถึงจุดนี้ เราจะเห็นว่านอกเหนือไปจากเทคโนโลยีที่ทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกรวดเร็วกว่าเดิมแล้วนั้น สิ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ออนไลน์แบบที่เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบันคือแรงขับอันเกิดจากปัจจัยที่มาจากสถานการณ์นั่นเอง ความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารนั้นอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการที่ข้อมูลเหล่านั้นสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ติดตามได้ วิกฤตการณ์นี้นอกจากจะเป็นบทเรียนให้กับเราในเรื่องของภัยธรรมชาติแล้ว เราก็สามารถเรียนรู้เรื่องของการสื่อสารและวิธีรับมือในอนาคตหากต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก
จริงอยู่ว่าในครั้งนี้นั้น ภาคประชาชนและสื่อออนไลน์เป็นเหมือนพระเอกที่ช่วยให้สถานการณ์แก้ไขได้อย่างรวดเร็วรวมทั้งการรายงานข้อมูลที่ฉับไวรวดเร็ว แต่ก็คงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่ามันก็มีด้านมืดหรือด้านสีเทาปนอยู่ด้วยเช่นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงหรือการปล่อยข่าวลือต่างๆ นานา ซึ่งก็คงไม่มีใครการันตีได้ว่าเหรียญที่โยนแล้วออกหัวในงวดนี้จะยังคงออกหัวต่อไปในทุกๆ ครั้งของการโยน หากเกิดเหตุการณ์ในอนาคตขึ้นอีก (แต่ผู้เขียนไม่อยากให้เกิด) หน่วยงานที่ต้องดูแลและจัดการก็คงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และถอดบทเรียนเพื่อใช้จุดแข็งให้เป็นประโยชน์และป้องกันจุดอ่อนที่อาจจะสร้างปัญหาได้
บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะพูดและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมืองแต่อย่างใด หากเป็นมุมมองเพื่ออธิบายสาเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น









